SARDINE RUN - The Greatest Shoal on Earth

Travel Stories
28 มิ.ย. 67
2,940
0

Sardine Run ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของท้องทะเล อาจไม่ใช่จุดหมายที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการได้ภาพเซลฟีสวยๆ หากแต่เป็นพื้นที่ที่สงวนไว้สำหรับนักเดินทางที่มีความตั้งใจเข้ามาสัมผัสประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ของโลกธรรมชาติสักครั้งในชีวิต

ปรากฏการณ์ ‘Sardine Run’ คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ฝูงซาร์ดีนหลายพันล้านตัวอพยพจากถิ่นกำเนิดในบริเวณ Agulhas Bank นอกชายฝั่งใต้สุดของทวีปแอฟริกา ในช่วงต้นฤดูหนาวของซีกโลกใต้ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม ขึ้นมาตามแนวชายฝั่งทางตะวันออกของทวีปแอฟริกาที่เรียกว่า Wild Coast ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน้าผาตัดสูงชัน ปัจจัยอย่างคลื่นลมและกระแสน้ำทำให้ธาตุอาหารจากห้วงสมุทรนั้นมารวมกันในบริเวณนี้ ก่อนที่ฝูงซาร์ดีนที่เดินทางมาเป็นสายจะกระจายตัวแยกจากกันบริเวณประเทศโมซัมบิกและว่ายออกไปสู่มหาสมุทรอินเดีย

ฝูงซาร์ดีนเหล่านี้จะดึงดูดสัตว์ล่าเหยื่อมากมายให้มารวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็นโลมาชนิดต่างๆ นับหมื่นตัว ฉลามหลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง Bronze Whaler Shark และ Dusky Shark รวมไปถึงนกทะเลอย่าง Gannet ฝูงปลาทูนาครีบเหลือง หรือแม้กระทั่งวาฬขนาดใหญ่อย่างวาฬบรูด้า และในบางพื้นที่อาจมีสิงโตทะเลร่วมด้วย

ผู้คนในหลายๆ เมืองชายฝั่งประเทศแอฟริกาใต้ เช่น Port Elizabeth, East London และ Port St. Johns ต่างตื่นเต้นกับปรากฏการณ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นชาวประมงที่เฝ้ารอจับซาร์ดีนฝูงแรกซึ่งมีราคาดีที่สุด นักตกปลาที่เฝ้าคอยการมาของฝูงซาร์ดีนและทูนาครีบเหลือง นักดำน้ำที่เฝ้าติดตามถ่ายภาพปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่แสนจะพิเศษนี้

Port St. Johns ถือเป็นเมืองหลวงของ Sardine Run เพราะเป็นจุดที่ผู้คนจากทั่วโลกจะได้เห็นฉากแอ็กชั่นต่อเนื่องของการล่าซาร์ดีนโดยสรรพสัตว์ตามกฎของธรรมชาติได้บ่อยครั้งมากที่สุดขณะที่ฝูงซาร์ดีนเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ชายฝั่ง อีกทั้งเมือง Port St. Johns นั้นยังเป็นที่ตั้งของปากแม่น้ำสายใหญ่ คือแม่น้ำ Mzimvubu ที่สะดวกต่อการปล่อยเรือยางซึ่งเราใช้เป็นพาหนะในการเดินทางออกตามหาฝูงซาร์ดีนในห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่

จากกรุงเทพฯ ไป Port St. Johns จะไปได้หลายทาง ไม่ว่าจะไปลงที่สนามบิน Mthatha ใน Eastern Cape ซึ่งอยู่ห่างจาก Port St. Johns ราว 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ต้องไปต่อเครื่องที่เมือง Johannesburg หรือ Cape Town หรือบินไปลงที่สนามบินนานาชาติที่ใกล้ที่สุดในเมือง Durban แล้วนั่งรถต่อไปที่ Port St. Johns ใช้เวลาราว 5 ชั่วโมง

ฝูงซาร์ดีนที่เดินทางมาเป็นสาย บางครั้งมีความยาวของสายถึง 7 กิโลเมตร กว้างถึง 1 กิโลเมตร และลึกถึง 30 เมตร ซึ่งในแต่ละสายอาจมีจำนวนซาร์ดีนมากถึงร้อยล้านตัว แต่สายซาร์ดีนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา ฝูงซาร์ดีนจะเดินทางมาเป็นช่วงๆ ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือน และซาร์ดีนฝูงนั้นอาจผ่านเราไปในเวลาแค่ 1-2 วัน เมื่อบวกกับพื้นที่อันกว้างใหญ่ของท้องทะเล ทำให้การตามหาฝูงซาร์ดีนในบริเวณชายฝั่งทวีปแอฟริกานี้ เป็นเรื่องของการรอคอย

นอกจากฝูงซาร์ดีนแล้ว ในช่วงเดียวกันยังเป็นช่วงเวลาที่วาฬหลังค่อมจากขั้วโลกใต้เดินทางอพยพไปในบริเวณระหว่างเกาะมาดากัสการ์และเกาะ Réunion เพื่อให้กำเนิดลูกน้อย แทบทุกวันที่เราออกเรือไปอยู่กลางทะเล เราเห็นวาฬหลังค่อมจับกลุ่มเดินทางขึ้นเหนือ ในบางวันที่เราตามวาฬบางกลุ่มไป ก็ได้เห็นพวกมันกระโดดขึ้นเหนือน้ำนับสิบครั้งติดต่อกัน

ปรากฏการณ์ Sardine Run ทำให้ผมรู้สึกว่า มนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในโลกของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ใครที่ต้องการมาสัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกับผม ชายฝั่งทวีปแอฟริกาในช่วงฤดูหนาวแห่งนี้ กำลังรอคุณอยู่

นก Cape Gannet พุ่งตัวลงมาจากผิวน้ำและจับปลาซาร์ดีนไว้ในปาก ในขณะที่ฝูงโลมากำลังว่ายล้อมฝูงซาร์ดีนที่หนีขึ้นมาจากความลึกจนขึ้นมาอยู่ใกล้ผิวน้ำ และกลายเป็นเหยื่อของนกทะเลนานาชนิดที่พุ่งลงมาจากบนฟ้า

ช่วงเวลาที่ฝูงซาร์ดีนอพยพขึ้นมาตามแนวชายฝั่ง เป็นช่วงฤดูหนาวที่มีคลื่นลมแรงและอากาศแปรปรวน ใน 1 สัปดาห์อาจมีวันที่คลื่นลมแรงจนเราออกเรือไม่ได้ 2-3 วันเป็นเรื่องปกติ เพราะธรรมชาติเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ Sardine Run จึงไม่ใช่ทริปดำน้ำสบายๆ ที่เราจะลงไปดำน้ำวันละ 3 ไดฟ์ แล้วขึ้นมาพักบนเรือลำหรูที่มีบริการพร้อมสรรพเหมือนกับโรงแรม หลายคนเคยถามผมว่าไป Sardine Run จะได้ดำน้ำวันละกี่ไดฟ์ ไม่มีใครตอบได้ บางวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น ถ้าไม่มีสัญญาณที่บ่งชี้ให้เห็นว่าพบฝูงซาร์ดีน หรือการล่าเหยื่อที่เราสังเกตเห็นได้จากผิวน้ำ เช่น ฝูงนกที่โฉบลงไปในน้ำพร้อมๆ กัน ขณะที่ฝูงโลมาเริ่มวนเวียนเป็นวงกลม เราอาจจะไม่ได้ลงน้ำเลยก็ได้ และเมื่อหลายๆ วันผ่านไปโดยที่ไม่ได้ลงน้ำ ความหวังของเราก็ริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านพ้นไป จนในบางครั้งเราอาจตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรามาทำอะไรที่นี่ เพื่ออะไร?

ฝูง Common Dolphin ใช้ความเร็วและฟองอากาศที่พ่นออกมาในการล้อมต้อนฝูงซาร์ดีนให้กลายเป็น Baitball และขึ้นมาในบริเวณใกล้ผิวน้ำ

ผมเดินทางไป Sardine Run 2 ครั้งในช่วง 2 ปีติดต่อกัน แต่ละครั้งใช้เวลาที่เมือง Port St. Johns ราว 2-3 สัปดาห์ ซึ่งผมมีโอกาสลงไปดำน้ำอยู่ท่ามกลางฝูงโลมาที่กำลังไล่ล้อมฝูงซาร์ดีนอยู่เพียงแค่ 2 วัน วันละราวๆ 20 นาทีแค่นั้นเอง ถือว่าเป็น Baitball ขนาดกลางๆ ที่ฝูงซาร์ดีนถูกโลมาไล่ต้อนขึ้นมาจากความลึก มีขนาดประมาณห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ขณะที่บางคนอาจโชคดีไปกว่านั้น ถ้าไปอยู่ในจังหวะที่ฝูงโลมาสามารถล้อมฝูงซาร์ดีนขึ้นมาเป็น Mega Baitball ซึ่งอาจใช้เวลาล้อมกินนานนับชั่วโมงหรือหลายๆ ชั่วโมง ก็มักจะมีนักล่าขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นฝูงฉลาม หรือแม้แต่วาฬบรูด้าเข้ามาร่วมงานเลี้ยงฉลองนี้ด้วย แต่ถ้าเป็นฝูงซาร์ดีนกลุ่มเล็กๆ อย่างที่ผมเจอนั้น แค่ 10-20 นาที ฝูงโลมาก็จัดการเรียบร้อยหมดฝูงไปแล้ว ในบางครั้งที่เราลงน้ำช้าเกินไป ก็อาจเห็นแค่เกล็ดแวววาวของปลาซาร์ดีนที่สะท้อนแสงแดดเป็นประกายอยู่ในห้วงน้ำสีฟ้าเพียงเท่านั้น

วาฬหลังค่อมตัวมหึมากระโดดขึ้นพลิกตัวตีลังกาเหนือผิวน้ำในแสงเช้า ภาพมหัศจรรย์แสนยิ่งใหญ่ของธรรมชาติเช่นนี้มีให้เห็นแทบทุกวันที่เราออกเรือไปอยู่กลางทะเล เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่วาฬหลังค่อมจากขั้วโลกใต้เดินทางอพยพไปในบริเวณระหว่างเกาะมาดากัสการ์และเกาะ Réunion เพื่อให้กำเนิดลูกน้อย เรามองเห็นวาฬหลังค่อมจับกลุ่มเดินทางขึ้นเหนือไปเป็นกลุ่มๆ เราเห็นฝอยน้ำที่วาฬพ่นออกมาราวกับน้ำพุได้จากระยะไกล รวมทั้งพฤติกรรมกระโดดขึ้นเหนือน้ำที่เรียกว่า Breaching ก็พบเห็นได้บ่อยๆ ในบางวันที่เราติดตามวาฬบางกลุ่มไป ก็ได้เห็นพวกมันกระโดดนับสิบครั้งติดต่อกัน

ระหว่างเดินทางจากเมือง Durban ไปเมือง Port St. Johns บนถนนที่ตัดผ่านเทือกเขาและท้องทุ่งแทบจะร้างไร้ผู้คน

แคมป์ที่พักริมแม่น้ำ Mzimvubu จะเห็นว่ามีเรือยางติดเครื่องยนต์ขนาดใหญ่จอดเรียงรายตามลำน้ำ ทุกเช้ามืดเรือเหล่านี้จะออกไปค้นหาร่องรอยของฝูงซาร์ดีนจากฝูงนก หรือจากวิทยุที่ติดต่อกับเครื่องบินเล็กที่คอยวนเวียนหาฝูงนกและฝูงซาร์ดีนจากบนอากาศ

แต่ละปีในช่วง Sardine Run สองฝั่งริมแม่น้ำ Mzimvubu จะเต็มไปด้วยแคมป์ที่นักดำน้ำและช่างภาพสารคดีจากทั่วโลกเดินทางมาพบกันโดยไม่ได้นัดหมาย และกิจกรรมแทบทุกเช้าจะคล้ายๆ เดิมทุกวัน คือตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ในอุณหภูมิที่ลดต่ำลงราว 8-9 องศา เดินไปริมน้ำที่เราตากชุดดำน้ำที่เปียกไว้บนราวตั้งแต่เมื่อเย็นวาน หยิบเว็ตสูทที่เปียกและเย็นเฉียบนั้นขึ้นมาใส่ ก่อนที่จะหยิบของเตรียมลงเรือไปพร้อมกล่องอาหารเที่ยง และใช้เวลาอยู่บนเรือยางที่ไม่มีหลังคาบังแดดแม้แต่น้อยนั้นทั้งวัน

ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดในการเดินทางออกไปค้นหาฝูงซาร์ดีน คือตอนเช้าที่เราต้องล่องเรือฝ่าคลื่นขนาดใหญ่ที่ถาโถมเข้ามากระแทกกับฝั่ง กัปตันเรือที่มีประสบการณ์จะเฝ้ารอจังหวะเร่งเครื่องฝ่าคลื่นออกไปด้วยความเร็วก่อนที่คลื่นลูกใหญ่ที่สุดจะโถมกระหน่ำเข้ามาในยอดที่ 3 ช่วงจังหวะนี้เราจะมัดสัมภาระทุกอย่างไว้กับเรือ แล้วนั่งสอดเท้าไว้กับที่ยึด และยึดตัวไว้กับเรือให้แน่น เพื่อไม่ให้กลิ้งตกไปจากเรือ

บรรยากาศในการเฝ้ารอและค้นหาฝูงปลาซาร์ดีนในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ เราอยู่บนเรือลำนี้ที่ปราศจากหลังคากันแดดและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งวัน ตั้งแต่เช้ามืดจนเย็นค่ำ

วาฬหลังค่อม 2 ตัวนอนตะแคงข้างและโบกครีบข้างบนลำตัวที่ดูคล้ายแขนออกมา ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังถ่ายภาพพฤติกรรมของวาฬคู่นี้จากบริเวณผิวน้ำอย่างใกล้ชิด ไกลออกไปมองเห็นหน้าผาสูงชันของชายฝั่งทวีปแอฟริกาตั้งสูงตระหง่านเป็นกำแพงอยู่ด้านหลัง

นักตกปลายืนตกปลาอยู่ริมชายฝั่งอันอุดมสมบูรณ์ของประเทศแอฟริกาใต้ แม้จะเป็นการตกปลาในบริเวณชายฝั่งเช่นนี้ พวกเขาก็ตกปลาขนาดใหญ่ได้เสมอ เพราะในพื้นที่บริเวณนี้ไม่มีเรือประมงขนาดใหญ่และไม่มีการจับปลาที่เป็นอุตสาหกรรม

ในวันที่ท้องทะเลเงียบสงบ เราอาจได้ยินเสียงฝูงโลมานับร้อยตัวที่กระโดดขึ้นเหนือน้ำพร้อมๆ กัน ราวกับเสียงซู่ซ่าของน้ำตกขนาดใหญ่ที่ได้ยินจากระยะไกล และเสียงนั้นจะดังขึ้นทุกทีเมื่อพวกมันเคลื่อนฝูงเข้ามาใกล้ การปรากฏตัวของฝูงโลมาเป็นสัญญาณที่ดีว่าฝูงซาร์ดีนกำลังเคลื่อนที่เข้ามาในบริเวณนั้นแล้ว

คลื่นขนาดยักษ์ที่ถาโถมเข้ากระแทกกับหน้าผาสูงชันในบริเวณริมชายฝั่ง Wild Coast ในวันที่ลมพายุกำลังแรงถาโถมเข้าหาชายฝั่ง เราจะออกเรือไม่ได้ ซึ่งในแต่ละสัปดาห์อาจเป็นแบบนี้ 2-3 วัน

นก Gannet สามารถดำน้ำและว่ายน้ำไล่จับปลาได้เก่ง พวกมันจะทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้าราวกับเครื่องบินทิ้งระเบิด และพุ่งลงไปในน้ำก่อนที่จะว่ายน้ำเพื่อไล่จับปลาซาร์ดีนที่ถูกต้อนขึ้นมาบริเวณใกล้ผิวน้ำเป็นอาหาร

ท้องทะเลเต็มไปด้วยยอดคลื่นสีขาวจากลมพายุที่พัดเข้าสู่แนวชายฝั่ง Eastern Cape ที่เป็นหน้าผาสูงชัน ในวันที่ออกเรือไม่ได้ เราจะตระเวนขับรถไปตามแนวชายฝั่งเพื่อมองหาร่องรอยของฝูงซาร์ดีนและการรวมตัวของฝูงนกจากที่สูง

ฝูงวาฬหลังค่อมนับสิบตัวเคลื่อนฝูงอพยพจากบริเวณขั้วโลกใต้ขึ้นไปตามแนวชายฝั่งของทวีปแอฟริกา เพื่อไปให้กำเนิดลูกน้อยในบริเวณน่านน้ำอันอบอุ่นนอกชายฝั่งระหว่างเกาะมาดากัสการ์และเกาะ Réunion บางครั้งเราอาจพบฝูงวาฬหลังค่อมหลายสิบตัวเคลื่อนขบวนขึ้นเหนือไปเป็นกลุ่มๆ ตลอดทั้งวัน

Albatross เป็นนกทะเลขนาดใหญ่ที่มีปลายปีกกว้างใช้ร่อนลมเพื่อบินไปในระยะทางไกลๆ ได้ เคยมีบันทึกว่านก Albatross บินได้ถึงวันละ 1,000 กิโลเมตร

ท้องทะเลในบริเวณนอกชายฝั่งทวีปแอฟริกาตอนใต้ เป็นพื้นที่ที่เราอาจพบเห็นฉลามได้บ่อยครั้งมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก 

Garrick เป็นปลาทะเลขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งที่มักจะเข้ามาหากินในบริเวณใกล้ชายฝั่ง และมักจะเข้ามาล่าฝูงปลากระบอกและฝูงปลาซาร์ดีนในบริเวณริมหาด

วาฬหลังค่อมขณะกระโดดขึ้นเหนือน้ำพร้อมๆ กัน

ฝูงโลมาและนก Gannet กับแสงสุดท้ายของวัน ฉากหลังคือเมือง East London เมืองท่าขนาดใหญ่ของประเทศแอฟริกาใต้ ตั้งอยู่ใน Eastern Cape

 

เรื่องและภาพ : นัท สุมนเตมีย์